fbpx

เรื่อง MM ครับ

  • ผู้สร้าง
    กระทู้
  • #5941
    Avatarนิรนาม
    ไม่เปิดใช้

    อยากให้คุณมดช่วยสอนเกี่ยวกับเรื่อง MM ครับ
    เช่น ถ้าต้องการลงทุนในหุ้นอย่างเดียว
    port 1,000,000 บาท
    ควรจะแบ่งถือหุ้นกี่ตัว, ตัวละกี่% ของ port
    และอยากให้ช่วยยกตัวอย่างการใช้ MM แต่ละแบบด้วยครับ

    ขอบคุณมากครับ

กำลังดู 16 ข้อความตอบกลับ - 1 ผ่านทาง 16 (ของทั้งหมด 16)
  • ผู้เขียน
    ข้อความตอบกลับ
  • #5957
    Avatarนิรนาม
    ไม่เปิดใช้

    ความจริงแล้วขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพของระบบการลงทุนที่เราใช้ครับ ถ้าความแม่นยำสูงหรือ Pay-off ก็จะช่วยให้มี Expectancy หรือกำไรคาดหวังในระยะยาวดีและทำให้เราเสี่ยงได้มากขึ้นในแต่ละครั้ง แต่หากไม่ทราบจริงๆเราสามารถใช้กฏ 1% ของ Percent Risk Model ดูก็ได้ครับเพราะถือเป็นค่าที่ค่อนข้าง Universal ใช้ได้กับหลายๆระบบ ยกตัวอย่างเช่น

    เรามีเงิน 1,000,000 บาท หากเราต้องการจำกัดความเสี่ยงในการลงทุนแต่ละครั้งไม่เกิน 1% ก็จะเท่ากับไม่เกิน 10,000 บาท

    หากเราตั้งจุดตัดขาดทุนของหุ้นเอาไว้ที่ 10% ของราคาหุ้น เช่น ซื้อที่ 100 Stop loss ที่ราคา 90 บาท เราจะได้ส่วนต่างของจุดซื้อกับจุดตัดขาดทุนคือ 10 บาท

    เรานำส่วนต่างตรงนี้มาตั้งบัญญัติไตรยางค์ง่ายๆ หรือคิดลัดก็เอา 10,000 หารด้วยส่วนต่าง 10 บาท ก็จะได้จำนวนหุ้นที่เหมาะสมออกมาแล้วครับ

    ถ้ายังงงๆลองแบ่งทยอยซื้อไม่เกินไม้ละ 10% โดยจะซื้ออีกไม้ก็ต่อเมื่อกำไรดูก็ได้ครับ (ซื้อเฉลี่ยขาขึ้น)

    #5956
    Avatarนิรนาม
    ไม่เปิดใช้

    ขอบคุณคุณมดมากครับ เห็นภาพเลยครับ

    #5955
    Avatarนิรนาม
    ไม่เปิดใช้

    แก้ไขตรงคำว่าแม่นยำสูงหรือ Pay-off .... ตรงนั้นผมหมายถึงว่าถ้าระบบมีความแม่นยำ หรือมี Pay-off แต้มต่อเวลาได้กำไรกับขาดทุนต่างกันมากๆก็จะช่วยให้ Expectancy สูงขึ้นและเสี่ยงได้มากขึ้นครับ ^_^

    #5954
    Avatarนิรนาม
    ไม่เปิดใช้

    ขอถามคุณมดให้แน่ใจว่าผมเข้าใจถูกนะคับ
    pay-off = Average Profit/Average Loss
    expectancy =(Winning Probability x Average Win)-(Losing Probability x Average Loss)

    ขอถามเพิ่มเติมถึงค่า pay-off และ expectancy ในการพิจารณาระบบหนึ่งๆครับ
    เช่นควรมีค่าอย่าน้อย xxx ขึ้นไป

    ขอบคุณครับ

    #5953
    Avatarนิรนาม
    ไม่เปิดใช้

    จริงๆแล้ว Expectancy ยิ่งสูงก็ยิ่งดี แต่ต้องดูเรื่องความถี่ของสัญญาณด้วย เพราะเป็นตัวคูณของกำไรเฉลี่ยต่อครั้งครับ ยิ่งสูงก็ยิ่งดี (Expectancy ต้องเท่าเดิม) เพราะมันจะช่วยเร่งกำไรและระบบจะเสถียรขึ้นเนื่องจาก Sample Size การเทรดของเรามันมากพอ ส่วนเรื่อง Accuracy กับ Pay-off นั้นขึ้นอยู่กับรูปแบบของระบบ คงจะบอกว่าแบบไหนดีกว่าไปเลยไม่ได้เพราะมันเป็นธรรมชาติของแต่ละสไตล์การลงทุนครับ แต่โดยปกติแล้วมันจะผกผันกันถ้าแม่นสูง Pay-off ก็มักต่ำ แต่ถ้าแม่นต่ำ Pay-off ก็มักจะสูงครับ

    #5952
    Avatarนิรนาม
    ไม่เปิดใช้

    ขอบคุณคุณมดครับ

    ขอกลับมาถามเรื่อง MM ครับ
    - เคยอ่านเจอว่า port ขนาดเล็กจะใช้ประโยชน์จาก MM ได้น้อยกว่า port ขนาดใหญ่
    อยากให้คุณมดช่วยกรุณาอธิบายหรือยกตัวอย่างแบบง่ายๆด้วยครับ
    - อยากให้คุณมดแนะนำเกี่ยวกับ MM ที่เหมาะสมสำหรับ port ขนาดต่างๆสำหรับมือใหม่ครับ
    เช่น 100,000-500,000
    500,000-1,000,000
    1,000,000 ขึ้นไป

    ขอขอบคุณล่วงหน้าครับ

    #5951
    Avatarนิรนาม
    ไม่เปิดใช้

    - ขนาดของพอร์ทจะมีผลมากถ้าเล่นพวก Futures ครับ เพราะเงินวางต่อสัญญามันสูงกว่าเงินวางต่อหุ้นครับ ถ้าเล่นหุ้นพอร์ทเล็กๆใช้ได้ไม่มีปัญหาครับ เพราะคำนวนออกมาแล้วเงินมันมักจะพอซื้อหุ้นตาม Risk ของเราครับ แต่ถ้า future มูลค่าสัญญาอาจใหญ่เกินความเสี่ยงที่เรากำหนดได้ครับ

    - mm ใช้ได้ทั้งพอร์ทเล็กพอร์ทใหญ่ครับผมมั่นใจ โดยเฉพาะเล่นหุ้น ถ้าจะมีปัญหาก็อาจจะเป็นพวกพอร์ทใหญ่มากๆๆๆเพราะมันหาซื้อหุ้นได้ไม่พอเงินที่จะวางลงไปครับ

    #5950
    Avatarนิรนาม
    ไม่เปิดใช้

    ขอบคุณคุณมดครับ

    พึ่งได้ดู video เรื่อง MM ของ Dr.Van Tharp กับได้ลองเล่นเกมส์ดู
    (จริงๆซื้อมาซักพักแล้ว แต่ดองไว้ 555)
    ทำให้เข้าใจอะไรๆได้ดีขึ้นมาก
    ขอขอบคุณคุณมดอีกครั้งครับ

    #5949
    Avatarนิรนาม
    ไม่เปิดใช้

    โอ้ ยินดีครับ ลองอ่านๆในหนังสือดู อาจดูซับซ้อนหน่อยแต่ถ้า get ก็จะต่อยอดได้อีกเยอะเลยครับ 😀

    #5948
    Avatarนิรนาม
    ไม่เปิดใช้

    เรามีเงิน 1,000,000 บาท หากเราต้องการจำกัดความเสี่ยงในการลงทุนแต่ละครั้งไม่เกิน 1% ก็จะเท่ากับไม่เกิน 10,000 บาท

    หากเราตั้งจุดตัดขาดทุนของหุ้นเอาไว้ที่ 10% ของราคาหุ้น เช่น ซื้อที่ 100 Stop loss ที่ราคา 90 บาท เราจะได้ส่วนต่างของจุดซื้อกับจุดตัดขาดทุนคือ 10 บาท

    เรานำส่วนต่างตรงนี้มาตั้งบัญญัติไตรยางค์ง่ายๆ หรือคิดลัดก็เอา 10,000 หารด้วยส่วนต่าง 10 บาท ก็จะได้จำนวนหุ้นที่เหมาะสมออกมาแล้วครับ

    ตามที่คุณ MOd มาแสดงว่า เราจะเหลือเงิน 900,000 บาท เพราะว่า เราซืิ้อไป 100,000 และเงินที่เหลือจะเอาไปทำอะไรครับ หรือ ทิ้งไว้ก่อน

    #5947
    Avatarนิรนาม
    ไม่เปิดใช้

    อีก 900,000 บาท เก็บไว้เป็นทุนสำหรับการเปิด position ถัดไป (หรือการซื้อหุ้นครั้งถัดๆไป)
    ที่เกิดขึ้นตามสัญญาณซื้อของระบบครับ

    โดยที่ 1% Risk อาจจะมีค่าไม่เท่าเดิม(อาจจะมีค่า 9,000 บาท, 10,000 บาท,....) ขึ้นอยู่กับระบบ Money Management ที่ใช้
    เช่น Total Equity Model, Core Equity Model หรือ Reduce Total Equity Model ครับ

    ตอนอ่านหนังสือแรกๆผมก็ค่อนข้างงงทีเดียว
    แนะนำให้ดูไปใน video ของ Dr.Van Tharp ซึ่งคุณมดได้แปลเอาไว้ครับ
    แกจะมีตัวอย่างประกอบในแต่ละ Model ซึ่งจะทำให้เราเข้าใจ MM แต่ละประเภทได้ดีขึ้นครับ

    อย่างที่ Alexander Elder ได้บอกไว้ใน Trading for a Living ครับ
    Technical Analysis มีความสำคัญเพียง 10%
    Money management มีความสำคัญถึง 30%
    ส่วนที่สำคัญที่สุดคือ Psychology หรือ Mindset ครับ

    ขอขอบคุณคุณมดอีกครั้งที่ช่วยเปิดความเข้าใจในเรื่องของ MM ให้ผมครับ

    #5946
    Avatarนิรนาม
    ไม่เปิดใช้

    เรื่อง MM เนี่ย เยี่ยมจริงๆครับ ขอบคุณมดด้วยคนครับ ...

    #5945
    Avatarนิรนาม
    ไม่เปิดใช้

    ถามต่อนะครับ
    และความเสี่ยงของ Port ทั้งหมดสมมติว่า 6% ก็แสดงว่าเราก็ยังมีเงินเหลือ ที่ไม่ได้ซื้อหุ้น
    เงินส่วนนี้เราจะเอาไปทำอะไร หรือ เก็บไว้ เพื่อรอ

    #5944
    Avatarนิรนาม
    ไม่เปิดใช้

    ก็ไม่ต้องเอาไปทำอะไรมั้งครับ ถ้าระบบเราเวิรค์หน่อยพอตลาดแย่มันจะ Safe-T-Cut ตัดตัวเองออกจากตลาด สัญญาณก็ไม่เกิดถือเป็นการปกป้องเงินลงทุนไปในตัว ถ้าตลาดดีหน่อยแป็บเดียวก็คงจะกลับมาวางเงินจนเต็มพอร์ทได้ไม่ยาก วางน้ำหนักการเดิมพันตามความได้เปรียบครับ ^_^

    #5943
    Avatarนิรนาม
    ไม่เปิดใช้

    ขอบคุณครับคุณ Mod
    แต่ขอถามอีก ผมเป็นคนขี้สงสัยครับ
    ก็หมายความว่า ตัวอย่าง
    ถ้าตลาดดี เราก็อาจจะเพิ่มความเสี่ยงทั้ง Port ขึ้นหรือครับ
    เช่น ถ้าความเสี่ยง ทั้ง Port ของเราคือ 6% จาก เงินทุน 1,000,000 บาท นั้นก็หมายความว่าเราเสี่ยงได้ 60,000
    ถ้าหุ้น ตัวละ 100 SL คือ 90 เราก็ซื้อหุ้นนี้ได้ 6,000 ตัว คิดเป็นเงิน 600,000 บาท เงินยังเหลืออยู่ 400,000 บาท
    ถ้าตลาด ดีก็แสดงว่า เราอาจจะเพิ่ม ความเสี่ยงของทั้ง Port จาก 6% -> 7% หรือ ถ้าตลาดดี จุดตัดอาจจะยกขึ้นทำให้เราซื้อได้เพิ่มขึ้น
    ใช่แบบนี้หรือเปล่า

    ขอบคุณมากๆ ครับ

    #5942
    Avatarนิรนาม
    ไม่เปิดใช้

    ผมหมายถึงถ้าตลาดดีระบบดีๆมันก็มักจะให้สัญญาณเยอะขึ้น เวลาตลาดแย่ๆสัญญาณมันก็มักจะหายไป เป็นการปรับระดับความเสี่ยงในตัวระบบเองอยู่แล้วครับ

    ส่วนเรื่องความเสี่ยงเข้าใจผมผิดครับ เสี่ยง 6% ไม่จำเป็นว่าต้องวางเงิน 6% ครับ วิธีการนี้ผมใช้ Percent Risk Model ครับ คือการควบคุมความเสี่ยงจากตัวของหุ้นเอง ไม่ว่าจะกี่ % ก็ตามให้เหลืออยู่เท่ากับ 1% ของทั้งพอร์ทด้วยการกำหนดขนาดการลงทุนให้เหมาะสมครับ เช่น ซื้อหุ้นที่ 10 บาท จุดตัดขาดทุนอยู่ที่ 9 บาท ดังนั้นความเสี่ยงเริ่มต้นของการลงทุนครั้งนี้จะอยู่ที่ 1 บาทต่อหุ้น โดย 1% ของเงิน 1 ล้านเท่ากับ 10,000 บาท เอาเทียบบรรยัติไตรยางค์หรือคิดง่ายๆเอา 10,000/1 จะได้เท่า Position Size เท่ากับ 10,000 หุ้นครับ ถ้าเราต้องขายตัดขาดทุนออกมาเราก็จะเสียราวๆครั้งละ 1% ครับ

กำลังดู 16 ข้อความตอบกลับ - 1 ผ่านทาง 16 (ของทั้งหมด 16)
  • คุณต้องเข้าสู่ระบบเพื่อตอบกลับกระทู้นี้