องค์ความรู้จากการลงทุนอย่างเป็นระบบ

เสาหลัก 3 ประการเพื่อความสำเร็จในการลงทุนอย่างเป็นระบบ

Koedkao Peeratiyuth

จากการที่ตัวผมเองนั้นได้พูดคุยให้คำปรึกษากับนักลงทุนหลายๆท่านมาก็ได้พบว่า นักลงทุนหลายๆท่านมีความเข้าใจว่าการลงทุนอย่างเป็นระบบนั้นเป็นเพียงแค่การเลือกกลยุทธ์หรือระบบการลงทุนที่ถูกใจมาใช้ก็สามารถที่จะสร้างผลตอบแทนได้เหมือนในผล backtest 

ซึ่งความเข้าใจที่ยังอาจไม่ครบถ้วนนี้มักทำให้นักลงทุนหลายๆท่านต้องประสบกับปัญหาเมื่อเริ่มลงทุนจริง และตั้งข้อสงสัยถึงประสิทธิภาพของแนวทางการลงทุนอย่างเป็นระบบเมื่อเปรียบเทียบกับการตัดสินใจด้วยตัวเอง (Discrete) โดยในบทความนี้ผมจะมาสรุปให้ฟังถึง 3 เสาหลักที่คุณควรรู้เพื่อที่จะประสบความสำเร็จในการลงทุนอย่างเป็นระบบครับ 

เสาหลักที่ 1 : ระบบการลงทุนที่มีความครบถ้วนชัดเจนและมีประสิทธิภาพ

ผมพบว่าในหลายๆครั้งนั้นปัญหามาจากการที่ระบบการลงทุนที่นักลงทุนใช้นั้น ยังขาดความ ‘ชัดเจน’ ของตรรกะ (Logic) ที่นำมาสร้างเป็นสัญญาณซื้อขาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีที่ตัวระบบเองยังคงต้องการ ‘การวิเคราะห์’ และ ‘การตัดสินใจ’ จากตัวนักลงทุนในขั้นตอนสุดท้ายอยู่ดี ซึ่งแท้ที่จริงแล้วการตัดสินใจแบบ ‘หน้างาน’ นั้นเป็นหนึ่งในปัจจัยที่เราไม่สามารถคาดเดา และนำมาทดสอบย้อนหลัง (Backtest) ได้

เนื่องจากการตัดสินใจ ‘หน้างาน’ หรือที่เราเรียกกันติดปากว่าการตัดสินใจแบบ Discrete นั้น นักลงทุนมักจะพิจารณาไปถึงปัจจัยเชิงคุณภาพต่างๆที่ไม่สามารถชี้วัดเป็นตัวเลขได้ ยกตัวอย่างเช่น

  • ข่าวเศรษฐกิจต่างๆที่กำลังเป็นกระแส ไม่ว่าจะเป็นข่าวด้านบวกหรือข่าวด้านลบ
  • ข่าวลือและข่าววงในต่างๆจากเพื่อนๆนักลงทุนในก๊วนเล่นหุ้นหรือ ห้อง LINE
  • การวิเคราะห์ที่ Bias ไปตามสภาวะอารมณ์รวมถึงสถานการณ์ส่วนตัวของตัวนักลงทุนเอง ณ ขณะนั้น

ซึ่งการใช้ระบบการลงทุนที่ยังคงต้องพึ่งการตัดสินใจแบบ Discrete เพื่อยืนยันในขั้นตอนสุดท้ายอีกทีนั้น จริงๆแล้วมันก็แทบไม่ได้ต่างอะไรกับการลงทุนอย่างไม่มีระบบนั่นเองครับ !!

หมายเหตุที่ 1 : เพื่อนๆสามารถอ่านเพิ่มเติมเกี่ยวกับจุดอ่อนของจิตวิทยามนุษย์ในการลงทุนได้ใน บทความ (https://www.siamquant.com/secret-of-behavioral-finance/)

เสาหลักที่ 2 : การเข้าใจพฤติกรรมของกลยุทธ์การลงทุนที่เราใช้อย่างถ่องแท้

การทดสอบกลยุทธ์การลงทุนกับข้อมูลย้อนหลังหรือที่เราเรียกกันจนติดปากว่า ‘Backtest’ นั้นเป็นสิ่งที่นักลงทุนมักเข้าใจผิดมากที่สุด เนื่องจากนักลงทุนส่วนมากนั้นมักจะพุ่งความสนใจทั้งหมดไปแค่ที่เรื่องของผลลัพธ์ของการทดสอบเช่น อัตราผลตอบแทนทบต้นต่อปี (CAGR) หรือ กำไร (Net Profit) ที่จะได้รับเพียงเท่านั้น

โดยหารู้ไม่ว่าแท้ที่จริงแล้วนั้นเราทำการทดสอบ Backtest ไปเพื่ออะไร?

ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องของการหาระบบหรือกลยุทธ์การลงทุนที่มีค่าสถิติสวยๆเช่น CAGR ที่สวยหรู, Maximum Drawdown ที่ต่ำ หรือ MAR Ratio ที่ดีที่สุดในการทดสอบมาใช้

แต่จริงๆแล้วเป็นเรื่องของการศึกษาพฤติกรรมของระบบการลงทุนนั้นๆในเชิงลึกมากกว่า ยกตัวอย่างเช่น จำนวนวันที่ระบบการลงทุนถือครองหุ้นโดยเฉลี่ย (Avg. Bar Held), จำนวนวันที่ระบบการลงทุนจะสามารถทำกำไรคืนจากที่โดน Drawdown ไป (Longest Drawdown) หรือแม้แต่จังหวะที่กลยุทธ์มีการเพิ่ม/ลด สัดส่วนหุ้นไปตามสภาวะตลาดต่างๆ

โดยการไม่เข้าใจว่าระบบการลงทุนของตัวเองนั้นมีพฤติกรรมอย่างไรนี้ มักส่งผลให้เกิดความผิดพลาดสุด Classic ยกตัวอย่าง เช่น

  • คิดว่าระบบนั้นไม่สามารถตอบสนองต่อการเคลื่อนไหวของตลาดได้เร็วเพียงพอ ทั้งๆที่ระบบนั้นเป็นระบบที่ลงทุนในระยะยาว โดยมีการซื้อขายเฉลี่ยปีละไม่ถึง 50 ครั้ง
  • ลงทุนในกลยุทธ์แบบ Buy & Hold เพราะผล Backtest ที่มี CAGR ที่สูง แต่เมื่อลงทุนจริงๆกลับไม่สามารถทน Drawdown ที่ลึกได้ จนทำให้นักลงทุนต้องแหกระบบขายหุ้นออกมาก่อน เช่น ในช่วงวิกฤติการแพร่ระบาดของไวรัส COVID-19 ที่ผ่านมา เป็นต้น
  • มีกลยุทธ์การลงทุนที่ดีอยู่แล้วแต่กลับรีบสลับไปใช้กลยุทธ์อื่นเมื่อเจอกับช่วงเวลาที่กลยุทธ์นั้นแพ้ตลาด (Underperformance Period) โดยสามารถอ่านเพิ่มเติมได้ในบทความ (https://www.siamquant.com/underperformance-period/)
  • บริหารจัดการเงินทุนสำรองผิดพลาดเพราะไม่เข้าใจพฤติกรรมของระบบ ทำให้ต้องทำการถอนเงินลงทุนออกมาก่อนที่ระบบจะแสดงประสิทธิภาพของมันออกมา

ซึ่งการที่เราสามารถเข้าใจพฤติกรรมของกลยุทธ์การลงทุนที่เราใช้อย่างถ่องแท้ จะส่งผลให้เราพัฒนาจิตใจให้มีจิตวิทยาการลงทุนที่แข็งแกร่งขึ้นและทำให้เราสามารถหลีกเลี่ยงข้อผิดผลาดเหล่านี้ได้ เพราะการตั้งความคาดหวัง (Expectation) ที่เหมาะสมกับความเป็นจริงนั้นเป็นหนึ่งในแก่นหลักของความสำเร็จในการลงทุนอย่างเป็นระบบครับ

เสาหลักที่ 3 : Money & Risk Management ที่จะทำให้เราอยู่รอดในระยะยาว

นักลงทุนหลายๆคนมักเข้าใจว่าหัวใจของระบบการลงทุนที่สุดยอดนั้นคือการมีสัญญาณซื้อขายที่แม่นยำราวจับวาง แต่แท้ที่จริงแล้วรู้หรือไม่ว่าระบบการลงทุนนั้นยังมีส่วนประกอบอื่นๆที่สำคัญไม่แพ้กัน ซึ่งหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญที่ทุกคนมักลืมไปนั้น คือเรื่องของการซื้อหุ้นแต่ละตัวในจำนวนเท่าไหร่? (Position Size) ต่างหาก!!

เพราะหลักการบริหารจัดการเงินทุนและความเสี่ยง (Money & Risk Management) นั้นเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยให้นักลงทุนประสบความสำเร็จในการลงทุนอย่างเป็นระบบเนื่องจาก

  • ทำให้นักลงทุนนั้นสามารถที่จะ ‘รอดชีวิต’ อยู่ในตลาดได้ โดยไม่จำเป็นที่จะต้องมีความสามารถในการคาดการณ์ทิศทางตลาดหรือทิศทางเศรษฐกิจอย่างแม่นยำแต่อย่างใด
  • ช่วยควบคุมให้พอร์ตการลงทุนนั้นมีระดับความผันผวนรายวัน/รายเดือน อยู่ในกรอบที่นักลงทุนคาดหวังและ ‘ยอมรับได้’ ซึ่งถือเป็นสิ่งที่สำคัญมากๆในการมีจิตวิทยาการลงทุนที่แข็งแกร่ง
  • ช่วยในการสร้างวินัยการลงทุน โดยป้องกันไม่ให้นักลงทุนมีการลงทุนแบบ ‘จัดหนัก’ ในหุ้นตัวใดตัวหนึ่งจนทำให้เสียศูนย์ทางด้านจิตใจได้ ในกรณีที่หุ้นตัวนั้นไม่เป็นไปตามคาด
  • เป็นกลไกที่ป้องกันการหมดตัวหรือสูญเสียเงินทุนจนไม่สามารถกู้กลับคืนมาได้

กล่าวคือถ้าเปรียบเทียบว่าสัญญาณซื้อขายเป็น ‘กองหน้า’ ของระบบการลงทุนที่คอยทำเกมรุก Money & Risk Management นั้นก็เปรียบเทียบกับเป็น ‘กองหลังและผู้รักษาประตู’ ที่คอยเป็นเกมรับของพอร์ตโฟลิโอของเรานั่นเองครับ

ซึ่งเมื่อตัวนักลงทุนเองนั้นสบายใจกับการมี ‘กองหลัง’ ที่ดีแล้ว ก็สามารถที่จะยึดมั่นในระบบการลงทุน (ที่ได้ผ่านการวิจัยและทดสอบทางสถิติมาแล้ว) และลงทุนอยู่ในตลาดได้นานพอที่ระบบการลงทุนนั้นจะได้แสดงประสิทธิภาพของมันออกมานั่นเอง

โดยเพื่อนๆสามารถศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ Money & Risk Management ได้โดยเราได้ปล่อย Video ตอนที่ 1 ให้ได้ชมกันใน Link ด้านล่างนี้ครับ Link : (https://www.siamquant.com/courses/mangmaotalk-2019-money-and-risk-management/)

บทสรุปของ 3 เสาหลัก

จากเสาหลัก 3 ประการที่ผมได้กล่าวมาข้างต้นจะเห็นได้ว่าอันที่จริงแล้วแนวทางของการลงทุนอย่างเป็นระบบนั้น นักลงทุนก็ต้องใช้ความพยายามในการศึกษาหาข้อมูลและการมีความเข้าใจต่อระบบการลงทุนที่ถูกต้องก่อนที่จะเริ่มการลงทุนในสนามจริงเช่นกัน 

ดังนั้นผมอยากให้บทความนี้ได้ช่วยเตือนสติเพื่อนๆนักลงทุนทุกคนว่า ‘ในโลกของการลงทุนนั้น ไม่มีเครื่องมืออัจฉริยะไหนที่จะทำให้คุณได้รับผลตอบแทนมาแบบง่ายๆ โดยที่ไม่ต้องขวนขวายอะไร’ โดยการพัฒนาความรู้ความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในแนวทางที่ตัวเองลงทุนอยู่ ก็คือเกราะป้องกันตัวเองที่ดีที่สุดในสภาวะตลาดและเศรษฐกิจที่ผันผวนครับ

หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์กับเพื่อนๆทุกคนครับแล้วพบกันใหม่ในโอกาสหน้า สวัสดีครับ  

Write A Comment