fbpx
งานวิจัยและบทความทั้งหมด

ระบบการลงทุน “หุ้นเติบโตราคาถูก” จากปรัชญาของ “เสี่ยปู่” เซียนหุ้น VI!

SiamQuant Team
ติดตามพวกเรา

หลังจากที่ทางทีมงานและนักศึกษาฝึกงานของ SiamQuant ได้รับเกียรติในการเข้าสัมภาษณ์ “เสี่ยปู่” ผู้เป็นสุดยอดนักลงทุนสาย VI คนหนึ่งของประเทศไทยกันไปแล้วนั้น ในบทความนี้ทีมงานเราได้ทดสอบและสร้างระบบการลงทุนโดยอาศัยแรงบันดาลใจและแนวคิดที่ได้จากบทสัมภาษณ์ “ถอดรหัสกลยุทธ์เซียนหุ้น VI รายใหญ่ “เสี่ยปู่” สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล” กันขึ้นมา เราจึงอยากที่จะแชร์ผลการวิจัยครั้งนี้ให้นักลงทุนไทยได้อ่านโดยทั่วกันเพื่อเป็นวิทยาทานอย่างที่ เราได้รับมา จาก “เสี่ยปู่” สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล กันครับ

ย้ำความเข้าใจ : ระบบการลงทุนนี้เป็นการนำ “ส่วนหนึ่ง” ของแนวคิดที่ได้จากการสัมภาษณ์เสี่ยปู่มาสร้างเป็นระบบการลงทุนเพื่อทำการวิจัยทดสอบโดยทีมงาน SiamQuant มิใช่ระบบการลงทุนของเสี่ยปู่เองนะครับ

หลักการคัดกรองหุ้นแบบเสี่ยปู่ :

การพูดคุยกับเสี่ยปู่ทำให้เราเกิดแรงบันดาลใจในการผสมผสานการลงทุนแบบเป็นระบบเชิง Quantitative กับแนวคิดการเลือกหุ้นแบบ Value Investing หรือเรียกง่ายๆว่า Quant Value โดยระบบจะทำการเลือกหุ้นที่จะลงทุนด้วยปัจจัยพื้นฐานเป็นหลักและถือเอาไว้จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยพื้นฐานอย่างมีนัยยะสำคัญ หรือครบรอบการปรับพอร์ทใน 1 ปี (Yearly Rotational Investing) โดยแก่นหลักของกลยุทธ์คือจะเน้นคัดเลือกหุ้นที่มี กำไรเติบโตสม่ำเสมอโดยทำการเปรียบเทียบอัตราการเติบโตของกำไรในไตรมาสปัจจุบันกับกำไรในไตรมาสเดียวกันของปีก่อนหน้า (Net Profit Year on Year) โดยมีจุดประสงค์ในการหาธุรกิจที่มีการเติบโต (Growth) เป็นสำคัญ

นอกจากนี้นั้น PEG Ratio ยังเป็นหนึงในวิธีการที่เสี่ยปู่ใช้ในการเลือกหุ้น โดยเราจะนำค่า PEG Ratio มาใช้ในการจัดลำดับคะแนนของหุ้น โดยมาจากแนวคิดที่ว่าหุ้นที่ซื้อขายด้วย PE ที่ไม่แพงจนเกินไปและมีการเติบโต (Growth) ที่ดีนั้นถือเป็นการลงทุนที่ดี ด้วยความเชื่อที่ว่าอัตราส่วนของ PEG Ratio นั้นจะปิดจุดอ่อนของวิธีการเลือกหุ้นด้วย PE ที่ต่ำเพียงอย่างซึ่งอาจจะทำให้พลาดโอกาสในการซื้อหุ้นที่มีอัตราการเติบโตของธุรกิจที่สูงแต่ซื้อขายในระดับ PE ที่สูงเช่นกัน โดยสูตรการคำนวณ PEG ratio คือ

 

PEG = PE / EPS Growth Rate YoY
หมายเหตุ 1 : ใช้ตัวแปร SQPE() / SQEPS_YoY() ของฐานข้อมูล SQ Hybrid Database

 

ซึ่งเสี่ยปู่จะชื่นชอบหุ้นที่มีค่า PEG ต่ำกว่า 0.6 เป็นพิเศษเนื่องจากการที่ PEG ต่ำนั้นหมายความว่าอัตราส่วนของการเติบโตของกำไรนั้นสูงกว่าค่า PE Ratio มากทำให้เวลาคำนวณค่าออกมาแล้ว PEG ค่าน้อย

ทั้งนี้ เสี่ยปู่ไม่ชอบลงทุนในหุ้นกลุ่มที่กำไรมีความผันผวนสูง เช่น กลุ่มวัฏจักร, น้ำมัน และ ไม่ชอบหุ้นกลุ่ม Bank เพราะมีทั้งความละเอียดอ่อนต่อภาวะเศรษฐกิจมหภาคและมีความซับซ้อนในการวิเคราะห์พื้นฐานเพราะฉะนั้นเราจะตัด Sector ธนาคารและ Sector พลังงานออกไปจาก Universe ที่ระบบจะทำการเข้าซื้อ

หลักการเข้าซื้อหุ้นสไตล์เสี่ยปู่ :

หัวใจหลักอย่างหนึ่งของการเข้าซื้อหุ้นด้วยปัจจัยพื้นฐานคือการลงทุนในช่วงเวลาที่มีความผิดปกติบางอย่าง ในตลาดที่ทำให้ราคาสินทรัพน์นั้นไม่สะท้อนมูลค่าความเป็นจริง (Mispricing anomaly) โดยที่เสี่ยปู่จะทำการศึกษาปัจจัยพื้นฐานของบริษัทต่างๆในตลาดหลักทรัพย์เป็นอย่างดี และเสี่ยปู่จะทำการทยอยเข้าซื้อหุ้นที่ได้ศึกษามาแล้ว เมื่อตลาดมีการปรับฐานหรือเกิดวิกถตการณ์ที่ทำให้ตลาดมีการ Panic โดยจะแบ่งรับหุ้นที่ผ่านการคัดกรองแล้วในระดับราคาต่างๆ โดยผ่านการวิเคราะห์แล้วว่าปัจจัยของการ ลดลงของราคาหุ้นหรือตลาดนั้นไม่ได้มีผลกระทบกับมูลค่าพื้นฐานของบริษัทในระยะยาว

แต่เนื่องจากเสี่ยปู่ ไม่ได้มีการกำหนดจุดเข้าจุดออกอย่างชัดเจนในเวลาวิกถตการณ์ ทางเราจึงเลือกที่จะใช้การซื้อขายแบบ Yearly Rotation Investing ซึ่งจะทำการซื้อหุ้นตอนต้นปีและขายหุ้นออกเมื่อสิ้นปีเพื่อทำการทดสอบพลังของการใช้ปัจจัยพื้นฐานในการเลือกหุ้นลงทุนโดยปราศจากการจับจังหวะตลาดด้วยการวิเคราะห์ทางเทคนิค

สำหรับการคัดเลือกหุ้นนั้น เราจะสร้างระบบการลงทุนที่จำลองการเข้าซื้อหุ้นด้วยหลักการคัดเลือกหุ้นสไตล์เสี่ยปู่ โดยพิจารณาจากศักยภาพของบริษัทในการทำกำไรโดยใช้ค่า Net Profit ที่เติบโตแบบ Year on Year และบริษัทต้องมี Net Profit เป็นบวกในจังหวะที่เข้าซื้อเพื่อเป็นการยืนยันว่าบริษัทไม่ได้เติบโตเพราะขาดทุนน้อยลง ตามด้วยการเรียงลำดับคะแนนของหุ้นที่มีสัญญาณซื้อ (Position Score) ด้วยค่า PEG ratio จากน้อยมามาก

หลักการการขายหุ้นสไตล์เสี่ยปู่ 

ในการวิจัยครั้งนี้ เราจะทำการจำลองระบบการลงทุนเป็นลักษณะ Rotation Buy & Hold กล่าวคือเราจะซื้อหุ้นเข้าตอนต้นปีและขายออกในปลายปีของทุกๆปีที่ในช่วงที่ทำการทดสอบ อย่างไรก็ดีหากว่าหุ้นที่อยู่ใน Portfolio มีการเติบโตของกำไรได้ลดลง คือกำไรสุทธิหรือ Net Profit ของไตรมาสปัจจุบันเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้วมีการลดลงระบบจะทำการขายออกเพื่อลดความเสี่ยงที่จะต้องถือหุ้นที่อัตราการเติบโตของกำไรมีการถดถอยแล้วนั่นเอง

แนวทางการบริหารจัดการความเสี่ยง

โดยเสี่ยปู่ได้ให้ทัศนะไว้ว่าปัจจุบันเสี่ยปู่ถือหุ้นกว่า 20 ตัวใน portfolio โดยอนาคตอยากลดให้เหลือ 10 ตัวโดยในที่นี้เราจะทำการทดลองเปลี่ยนแปลงค่า Position Size หรือขนาดของการลงทุนในแต่ละครั้ง เพื่อทำการศึกษาปัจจัยต่างๆที่ส่งผลกระทบต่อผลตอบแทนการลงทุนและค่าสถิติต่างๆของ porfolio เพิ่มเติมโดยหวังว่าผลลัพธ์จากการวิจัยเชิง Quantitative น่าจะให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อนักลงทุนในการตัดสินใจเลือกใช้กลยุทธ์แบบต่างๆ

เงื่อนไขในการทดสอบในการวิจัยกลยุทธ์การลงทุน

ต่อไปนี้เป็นเงื่อนไขของการทดสอบกลยุทธ์การลงทุนที่เราสร้างมาจากแรงบันดาลใจจากการได้สัมภาษณ์ และสอบถามแนวคิดและปรัชญาการลงทุนของ “เสี่ยปู่” Value Investor ที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในตลาดหุ้นไทย โดยระบบจะทำการเข้าซื้อหุ้นที่มีพื้นฐานที่ดีและใช้ค่า PEG Ratio เป็นคะแนน PositionScore โดย PositionScore นั้นจะทำหน้าที่เรียงลำดับความสำคัญของหุ้นโดยไล่ซื้อจากค่า PEG Ratio ต่ำสุดก่อนตามลำดับโดยรายละเอียดของเงื่อนไขการทดสอบอื่นๆมีดังนี้:

Condition Details
Backtesting Window
  • 01/01/2007 – 01/01/2017
Restriction
  • เงินทุนเริ่มต้น 10 ล้านบาท
  • 0.15% Per Trade Commission
  • 1% Slippage Entry & Exit (รวม 2%)
  • Long Only
Universe
  • All Stocks หุ้นทุกตัวในตลาดหลักทรัพย์
Filter
  • ไม่รวมหุ้นใน Sector Bank และ Sector Energy
  • มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยใน 1 ปีมากกว่า 1 ล้านบาท/วัน
  • กรองข้อมูลที่มีความผิดพลาดออกด้วย SQdatafilter(1)
Entry
  • เข้าซื้อในวันแรกของปี
  • เข้าซื้อเมื่อหุ้นมี Net Profit ของไตรมาสปัจจุบันเป็นบวก
  • มีการเติบโตโดยวัดจากไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว
Exit & Stops
  • ขายออกเมื่อสิ้นสุดปี
  • ขายเมื่อ Net Profit ของไตรมาสปัจจุบัน น้อยกว่า ไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้ว
Position Size
  • กระจายน้ำหนักไปยังหุ้นทุกตัวในพอร์ตโฟลิโอในอัตราส่วนที่ เท่าๆกัน (Equal-weighted) โดยให้น้ำหนักตัวละ 5% ของพอร์ตโฟลิโอ โดยมีจำนวณหุ้นที่ถือมากที่สุด 20 ตัว
Risk Management
  • ไม่มี
Position Score
  • หุ้นที่มีคะแนน PEG Ratio ต่ำที่สุด
Order Management
  • ราคาเปิดในวันถัดไป

 

ตารางที่ 1 : ตารางแสดงรายละเอียดเงื่อนไขในการทดสอบระบบ Growth Value System

ผลการทดสอบระบบลงทุน “หุ้นเติบโตราคาถูก”

siamquant-growth-stock-cheap-price-vi-1ภาพที่ 1 : มูลค่าของพอร์ตโฟลิโอในจากการทดสอบกลยุทธ์ Growth Value System

Portfolio Metric Growth Value System SET Index
Net Profit 628.64% 134.04%
CAGR 21.98% 9.17%
MaxDD -39.47% -58.02%
Longest DD (Month) 26.8 44.15
CAR / MDD 0.56 0.16
Trade Metric Growth ValueSystem SET Index
No. of All Trade 186
Avg. Bar Held 154.15
% Win 51.61%
Avg. Profit/Loss % 26.7%
Max Consecutive Loss 13

 

ตารางที่ 2: ผลลัพธ์ของการทดสอบกลยุทธ์ Growth Value System Vs. SET index

ผลจากการทดสอบระบบการลงทุน Growth Value System พบว่ามีผลตอบแทนที่ค่อนข้างดี ซึ่งแม้ว่าเราจะซื้อเพียงปีละครั้งคือซื้อตอนต้นปีแต่ระบบก็ยังสามารถทำกำไรได้ในระยะยาว โดยมีค่า CAGR หรือผลตอบแทนโดยเฉลี่ยต่อปีอยู่ที่ 21.98% โดยไม่จำเป็นต้องทำการซื้อ-ขายหุ้นบ่อยๆ เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานได้ช่วยให้เราลงทุนแต่ในหุ้นที่มี Growth ที่ดีและมีค่า PE ที่ไม่แพงเมื่อเทียบกับอัตราการเติบโตของกำไร นอกจากนี้หากพิจารณาด้านความเสี่ยงแม้ระบบเราจะถือหุ้นทั้งปี แต่ก็สามารถผ่านวิกฤตต่างๆได้ เช่น วิกฤตซับไพร์ม ปี 2008 ซึ่งระบบมี Drawdown ลึกสุด -39.47% แต่ก็ยังน้อยกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับ SET ที่ ลงไปถึง -58.02% โดยมีค่า Longest Drawdown ของระบบเท่ากับ 26.8 เดือน ในขณะที่เียบกว่า SET Index ที่ 44.15 เดือน ซึ่งหมายความว่าระบบใช้เวลานานที่สุด 26.8 เดือนในการทำให้พอร์ตโฟลิโอมีจุดสูงสุดใหม่ หรือน้อยกว่า SET Index ถึงเกือบสองเท่านั่นเอง

ผลการทดสอบเพิ่มเติม : Position Size หรือขนาดการลงทุนในแต่ละครั้งที่เหมาะสมกับระบบนี้

ในการทดลองนี้เราจะทดลองเปลี่ยนน้ำหนักการลงทุนของหุ้นแต่ละตัวใน Portfolio โดยเปลี่ยนจาก Position Size 5% ของ Total Portfolio Value จาก Original System ลดลงเป็น 3% และ เพิ่มขึ้นเป็น 10% ของมูลค่า Portfolio ตามลำดับ โดยกำหนดเงื่อนไขอื่นๆให้คงที่ โดยเราจะทำการเปรียบเทียบมูลค่า Portfolio ตลอดช่วงเวลาลงทุนในภาพที่ 2 ด้านล่างนี้

siamquant-growth-stock-cheap-price-vi-2ภาพที่ 2 : ภาพเปรียบเทียบมูลค่าพอร์ตโฟลิโอจาการทดสอบกลยุทธ์ Growth Value System Position Size 5% (เส้นสีเขียว), Position Size 3% (เส้นสีน้ำเงิน) และ Position Size 10% (เส้นสีแดง) เปรียบกับ SET Benchmark (เส้นสีดำ)

Portfolio Metrics 3% Position Size 5% Position Size 10% Position Size
Net Profit 673% 628.64% 431.21%
CAGR 22.7% 21.98% 18.18%
MaxDD -33.82% -39.47% -52.1%
Longest DD (Month) 26.65 26.8 39.8
CAR/MDD 0.67 0.56 0.61
Trade Metrics 3% Position Size 5% Position Size 10% Position Size
No. of All Trade 335 186 99
Avg. Bar Held 134.87 154.15 175.73
% Win 60% 51.61% 49.49%
Avg. Profit/Loss % 25.28% 26.7% 25.7%
Max Consecutive Loss 16 13 11

ตารางที่ 3 : ตารางแสดงผลลัพธ์ของการทดสอบกลยุทธ์ PEG ด้วยการใช้ PostionSize 5% เปรียบเทียบกับ PositionSize 3% และ PositionSize 10%

ผลลัพธ์จากการวิจัยระบบการลงทุนพบว่าการกระจายการลงทุนที่มากขึ้น สามารถเพิ่มผลตอบแทนและลดความเสี่ยงได้ ซึ่งสังเกตจากค่า CAGR หรือผลตอบแทนโดยเฉลี่ยต่อปี ซึ่งระบบที่มีการกระจายการลงทุนทีละ 3% มีค่า CAGR ดีที่สุดคือเท่ากับ 22.7% เมื่อเทียบกับระบบดั้งเดิมที่มีการกระจายการลงทุนตัวละ 5% และ ระบบที่ซื้อหุ้นตัวละ 10% โดยมีค่า CAGR เท่ากับ 21.98% และ 18.18% ตามลำดับ

นอกจากนี้ค่า MaxDD ของระบบที่มีการกระจายการลงทุนทีละ 3% ก็ยังต่ำที่สุดคือเท่ากับ -33.82% เมื่อเทียบกับระบบดั้งเดิมที่มีการกระจายการลงทุนทีละ 5% และ ระบบที่ซื้อหุ้นตัวละ 10% โดยมีค่า MaxDD เท่ากับ -39.47% และ -52.1% ตามลำดับ

นอกจากนี้แล้วสังเกตุได้ว่าค่า %Win หรืออัตราความแม่นยำในการทำกำไรเพิ่มสูงขึ้นถึง 60% เมื่อเรากระจายการลงทุนทีละ 3% ของ Total Portfolio Equity เนื่องจากเมื่อจำนวน Sample Size หรือการเทรดมากขึ้น ค่าสถิติที่ได้ก็จะเริ่มวิ่งเข้าสู่อัตราที่น่าจะเป็นของมันขึ้นไปเรื่อยๆ

ดังนั้นจากผลการทดลองเราสามารถสรุปได้ว่าการลดลงของขนาดของการลงทุนต่อตัว (Position Sizing) นั้น ส่งผลให้ผลตอบแทนของระบบสูงขึ้นและมีค่า Maximum Drawdown ลดลงโดยการกระจายการลงทุนนั้นมีส่วนช่วยให้ระบบไม่ไปจมอยู่กับหุ้นตัวใดตัวหนึ่งมากเกิน ไปและช่วยสร้างโอกาสให้ Portfolio มีหุ้นที่สร้างผลตอบแทน (Performance) มากขึ้นซึ่งขัดกับแนวทางความเชื่อของคนทั่วไปที่นิยมลงทุนเน้นในหุ้นไม่กี่ตัวหรือ All In หมดหน้าตักกับหุ้นตัวเดียว โดยคาดหวังให้พอร์ทเติบโตได้อย่างรวดเร็ว แต่ในความเป็นจริงแล้ว การกระจายความเสี่ยงกลับเป็นปัจจัยที่ทำให้พอร์ทสามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืนสำหรับระบบนี้ครับ

สรุปข้อคิดที่ได้จากทดสอบระบบ Growth Value ซึ่งได้มาจากแนวคิดและแรงบันดาลใจจากการสัมภาษณ์เสี่ยปู่

 

  • การกระจายการลงทุน (Diversification) โดยใช้ ปัจจัยพื้นฐานในการคัดเลือกหุ้นนั้นถือว่าเป็นอีกวิธี ที่สามารถช่วยให้มูลค่าของการลงทุนเติบโตได้อย่างยั่งยืน
  • ระบบการลงทุนด้วยปัจจัยพื้นฐานต้องการเวลาและความอดทนต่อ Drawdown เป็นอย่างมากของนักลงทุน จึงจะสามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างมีประสิทธิภาพโดยการถือหุ้นข้ามปีย่อมทำให้เกิด Drawdownl สูงอย่างนี้พอสมควร อย่างไรก็ตามค่า Maximum Drawdown ยังคงต่ำกว่า SET Index อย่างมีนัยยะสำคัญ
  • การขายหุ้นเมื่อแนวโน้มกำไรของบริษัท (Net Profit) มีการลดลง สามารถช่วยนักลงทุนลดการขาดทุนได้มาก ถึงแม้จะไม่ได้ใช้เครื่องมือทางเทคนิคมาช่วยจับสัญญาณขาย

 

จากผลการทดสอบนี้ทำให้เราได้รู้ว่า การที่จะเลียนแบบความสำเร็จและสร้างผลตอบแทนตามแนวทางการลงทุนแนว Growth Value แบบเสี่ยปู่นั้นเป็นไปได้!! แต่ไม่ใช่สิ่งที่ง่ายถึงแม้จะใช้ระบบลงทุนการลงทุนแบบ Yearly Rotational Investing แล้วก็ตาม ซึ่งจากผลการวิจัยนี้จะเห็นได้ว่านักลงทุนนั้นต้องอาศัยทั้งความใจเย็นและความอดทนอย่างมากต่อการลดลงของมูลค่า Portfolio ถึง -39.47% จากมูลค่าสูงสุดในช่วงเวลา 10 ปีที่ผ่านมา และยังต้องมีความสามารถในการควบคุมจิตใจ และอารมณ์ในการถือหุ้นและขายออกเมื่อมีสัญญาณขายเท่านั้น เพราะในความเป็นจริงแล้วสิ่งต่างๆมากมายสามารถที่จะเกิดขึ้นได้ในระหว่างที่เราทำการลงทุนอยู่ โดยมีข่าวสารต่างๆทั้งดีและร้ายถาโถมเข้ามามากมายในทุกๆวัน ซึ่งอาจจะทำให้เราสงสัย (Doubt) กับแนวทางและวิธีการลงทุนอยู่ตลอดเวลา

ดังนั้นความสำเร็จในโลกความจริงจึงต้องการทั้งความรู้, ความเข้าใจต่อวิธีการลงทุนของตนเองอย่างลึกซึ้ง รวมถึงความมุ่งมั่นอดทนและความแข็งแกร่งของจิตใจในคราวเดียวกัน อย่างที่ “เสี่ยปู่” สมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล ได้เคยพิสูจน์เอาไว้ให้เราเห็นแล้วนั่นเองครับ