fbpx
องค์ความรู้จากการลงทุนอย่างเป็นระบบ

เปรียบเทียบประสิทธิภาพในการวิเคราะห์หุ้นด้วยอัตราส่วน ROE และ ROA

Thanadon Praphutikul

ถ้าพูดถึงวิธีการประเมินหุ้นของบริษัทที่มีศักยภาพในการทำกำไรที่สูงนั้น นักลงทุนหลายๆคนคงจะนึกถึงการพิจารณาอัตราส่วน ROE และ ROA ซึ่งทั้งสองมาตรานั้นต่างก็เป็นอัตราส่วนที่บ่งบอกคุณภาพของกำไร (Quality) ที่บริษัทสร้างได้จากการดำเนินธุรกิจ โดยในบทความนี้เราจะมาลองทดสอบกันว่า ระหว่างตัวแปรอัตราส่วน ROE ที่ Warren Buffett มักพูดถึง และอัตราส่วน ROA ที่นักลงทุนหลายๆท่านก็สนใจนั้น อัตราส่วนใดจะมีประสิทธิภาพในการทำกำไรจากตลาดหุ้นไทยมากกว่ากัน โดยผมหวังว่าบทความชิ้นนี้จะมีประโยชน์กับนักลงทุนทุกๆท่านกันครับ

ทำความรู้จักกับอัตราส่วน ROE และ ROA Ratio

ถึงแม้ว่าอัตราส่วน ROE และ ROA นั้นจะเป็นอัตราส่วนในการวัดความมีประสิทธิภาพในการสร้างกำไรจากการดำเนินธุรกิจของบริษัททั้งคู่ แต่จริงๆแล้วความหมายและที่มาของอัตราส่วนทั้ง 2 นั้นกลับมีรายละเอียดวิธีการคำนวณที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งอ้างอิงจาก คู่มือสูตรการคำนวณค่าสถิติและอัตราส่วนทางการเงินของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ดังนี้ครับ

อัตราส่วน ROE หรือ Return on Equity Ratio คือ อัตราส่วนของผลกำไรสุทธิที่ผู้ถือหุ้นนั้นจะได้รับ โดยนิยมใช้ในการวิเคราะห์เพื่อวัดผลตอบแทนจากการดำเนินธุรกิจที่ผู้ถือหุ้นจะได้รับ ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารงานของบริษัทโดยวัดจากผลตอบแทนที่ผู้ถือหุ้นจะได้รับ

  • คำนวณจาก ส่วนของกำไร (ขาดทุน) ที่เป็นของผู้ถือหุ้น / ผลรวมส่วนของผู้ถือหุ้นของ (เฉลี่ย) 

ในขณะที่อัตราส่วน ROA Ratio หรือ Return on Assets Ratio นั้นคือ อัตราส่วนของผลกำไรสุทธิจากการดำเนินธุรกิจสินทรัพย์ ซึ่งมีจุดมุ่งหมายในการชี้ให้เห็นถึงประสิทธิภาพของบริษัทในการนำสินทรัพย์ไปลงทุนและสร้างผลตอบแทน โดยเป็นค่า ROA นั้นแสดงถึงผลกำไรจากการดำเนินงานเปรียบเทียบกับสินทรัพย์ทั้งหมดที่บริษัทใช้ดำเนินการ

  • สำหรับธุรกิจในกลุ่มอุตสาหกรรมและบริการคำนวณจาก (กำไร (ขาดทุน) ก่อนดอกเบี้ยและภาษีเงินได้ / สินทรัพย์รวม ) * 100
  • สำหรับธุรกิจอื่นๆคำนวณจาก (กำไร (ขาดทุน) ก่อนภาษีเงินได้ / สินทรัพย์รวม ) * 100

ดังนั้น เราจึงสามารถสรุปได้ว่าอัตราส่วน ROE นั้นเป็นการเทียบอัตราผลตอบแทนของบริษัทต่อผู้ถือหุ้น และอัตราส่วน ROA เป็นอัตราผลตอบแทนของบริษัทต่อสินทรัพย์นั่นเอง

รายละเอียดการทดสอบวิจัย

โดยในส่วนถัดไปนี้เราจะมาลองทำการทดลองเทียบประสิทธิภาพของมาตราวัดคุณภาพ (Quality) ของกำไรทั้ง 2 ตัวนี้ โดยเราจะนำกลยุทธ์ลักษณะ Buy & Hold (ซื้อและถือยาว) ที่คัดเลือกหุ้นที่มีอัตราส่วน ROE และ ROA ที่สูงที่สุดในตลาดมาสร้างเป็นพอร์ตโฟลิโอที่เป็นตัวแทนของทั้ง 2 มาตราวัดนี้โดยมีจุดประสงค์เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพในขั้นต้นของทั้งสองตัวแปรในการคัดเลือกหุ้นที่สามารถสร้างผลตอบแทนได้ในตลาดหุ้นไทย โดยมีรายละเอียดการทดสอบวิจัยดังนี้

Condition Details
Backtesting Window
  • 01/01/2000 – 31/12/2019 (รวม 20 ปี)
Backtesting Restriction
  • เงินทุนเริ่มต้น 1 ล้านบาท
Universe
  • หุ้นทั้งหมดในตลาด (AllStock)
Entry
  • ซื้อทุกต้นปี SQFirstDayOfYear()
    • Case 1 : มีการกรองไม่เอาหุ้นที่มีค่า ROE เป็น 0
    • Case 2 : มีการกรองไม่เอาหุ้นที่มีค่า ROA เป็น 0 
Exit
  • ขายทุกปลายปี SQLastDayOfYear()
Filters
  • กรองข้อมูลที่มีความผิดพลาดออกด้วย SQDataFilter(0)
Position Size
  • กระจายน้ำหนักการลงทุนแบบเท่ากันทุกตัว (Equal-Weighted) โดยจะลงทุนตัวละ 3% ของพอร์ตโฟลิโอ
Position Score
  • Case 1 : เรียงลำดับจากหุ้นที่มีอัตราส่วน ROE สูงที่สุด 
  • Case 2 : เรียงลำดับจากหุ้นที่มีอัตราส่วน ROA สูงที่สุด

ตารางที่ 1 : ตารางแสดงเงื่อนไขต่างๆสำหรับการทดสอบตัวแปร ROE และ ROA

ผลการทดสอบการเปรียบเทียบ ROE และ ROA

Portfolio Metrics ROE Ratio ROA Ratio SET  Index
Net Profit 2,061.67% 631.19% 216.94%
CAGR 17.15% 10.79% 6.12%
MaxDD -53.22% -49.91% -58.02%
Longest DD (Month) 45.85 48.05 52.65
CAR/MDD 0.32 0.22 0.11
Trade Metrics ROE Ratio ROA Ratio SET  Index
No. of All Trade 614 657
Avg. Bar Held 300.79 253.53
% Win 50.65% 52.21%
Avg. Profit/Loss % 33.04% 15.57%
Max Consecutive Loss 22 11

ภาพที่ 1 และตารางที่ 2 : ภาพ (Log Scale) และตารางแสดงผลตอบแทนของพอร์ตโฟลิโอ Undervalue วัดด้วย ROE (เส้นสีเขียว), ROA (เส้นสีฟ้า) และดัชนี SET Index (เส้นสีดำ)

จากภาพและตารางข้างต้นแสดงให้เห็นว่าการเลือกลงทุนในบริษัทที่มีคุณภาพของกำไรดีเป็นอันดับต้นๆของตลาด ซึ่งวัดโดยอัตราส่วน ROE และ ROA นั้น ในภาพรวมให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าผลตอบแทนของตลาดอย่างมีนัยยะสำคัญ ซึ่งมีผลตอบแทนโดยเฉลี่ยทบต้นต่อปีเท่ากับ 17.15% และ 10.79% ตามลำดับเมื่อเปรียบเทียบกับดัชนี SET Index ที่ 6.12%

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากการทดสอบดังกล่าวเป็นการทดสอบแบบ Buy & Hold ทำให้ระดับความเสี่ยงที่วัดโดยค่า Maximum Drawdown นั้นอยู่ในระดับที่ค่อนข้างจะใกล้เคียงกับดัชนี SET Index เนื่องจากในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจนั้นหุ้นส่วนมากในตลาดต่างก็พาลงกันหมดทั้งตลาดนั่นเอง

บทสรุปการเปรียบเทียบประสิทธิภาพของ ROE และ ROA

จากผลการทดสอบในเชิงทฤษฎีข้างต้นนั้นสามารถสรุปได้ว่า การคัดเลือกหุ้นจากคุณภาพของกำไรด้วยอัตราส่วน ROE และ ROA นั้น ในภาพรวมให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าดัชนี SET Index (Outperformance) โดยการคัดเลือกหุ้นด้วย ROE สูงสุดนั้นจะให้ผลตอบแทนที่สูงกว่าการคัดเลือกด้วย ROA สูงสุด โดยมี CAGR เท่ากับ 17.15% และ 10.79% ตามลำดับ

ซึ่งผมขอปิดท้ายด้วยคำพูดของปู่ที่ให้มักจะเน้นย้ำอยู่เสมอว่าให้เราสนใจที่ ROE เป็นหลักดังนี้ครับ

ภาพที่ 2 : “จงสนใจผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE)
มากกว่าผลกำไรต่อหุ้นที่ประกาศออกมา (EPS)” – Warren Buffett
(Click ที่ภาพด้านซ้ายบนเพื่อแชร์ภาพสวยๆเก็บไว้กันได้เลยครับ ^^)

หวังว่าบทความนี้จะมีประโยชน์และทำให้เพื่อนๆพี่น้องนักลงทุนสามารถนำแนวคิดไปพัฒนาต่อยอดกลยุทธ์การลงทุนเดิม หรือการนำไปประยุกต์ใช้สร้างกลยุทธการลงทุนใหม่ๆกันนะครับ ซึ่งหากใครที่สนใจฐานข้อมูลราคาหุ้นและงบการเงินแบบ Time-Series ที่เราใช้ในการวิจัยและทดสอบนี้ เพื่อพัฒนาระบบการลงทุนของคุณเองนั้น ก็สามารถคลิ้กที่ SiamQuant AlphaSuite เพื่ออ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้เลยครับ แล้วพบกันใหม่บทความหน้าครับ ^^