fbpx

ติดต่อเรา :

Author

Manasit Chanpum (มด แมงเม่าคลับ)

Browsing
ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ "แมงเม่าคลับ" และบริษัท SiamQuant ศูยน์วิจัยออกแบบระบบการลงทุน เพื่อการสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนในตลาดหุ้นไทย

ตีแผ่ความเข้าใจที่ผิดและสิ่งที่คุณควรรู้ก่อนเริ่มต้นกับการลงทุนใน Passive Fund เพื่อช่วยให้นักลงทุนมีความเข้าใจเกี่ยวกับการลงทุนเชิง Passive Investing กันมากยิ่งขึ้นครับ

คุณเคยเจอเหตุการณ์ที่ว่าตลาดวิ่งขึ้นแต่พอร์ตของเรากลับไม่ไปไหน หรือตลาดลงไม่เท่าไหร่แต่พอร์ตของเราดันลงหนักกว่าซะงั้นบ้างไหมครับ? ผมแน่ใจ 99.99% ว่าถ้าคุณลงทุนมานานพอมันจะต้องเคยเกิดขึ้นกับคุณบ้างแน่ๆ ซึ่งหากว่าคุณเคยเจอกับเหตุการณ์แบบนี้อยู่บ่อยๆจนต้องเป็นทุกข์ในการลงทุน หรือเปลี่ยนกลยุทธ์ไปๆมาๆแล้วล่ะก็ ผมขอแนะนำให้ลองอ่านบทความนี้ดูนะครับ เพราะจะช่วยให้คุณเกิดความเข้าใจ และรู้ว่าจะรับมือกับมันอย่างไรได้บ้างไม่มากก็น้อยครับ

สืบเนื่องจากการที่เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ แห่ง CP ได้ใช้ชื่อหนังสือว่า “ความสำเร็จดีใจได้วันเดียว” เพื่อเป็นข้อคิดเตือนใจสำหรับนักธุรกิจทั้งหลาย มันจึงทำให้ผมมีไอเดียที่อยากจะแชร์ข้อมูลในมุมมองของนักลงทุนกันดูบ้างว่าอันที่จริงแล้วนั้น นักลงทุนอย่างพวกเราจะมีโอกาสดีใจกับความสำเร็จในตลาดหุ้นกันได้สักกี่วัน? (และอาจจะต้องเสียใจกันสักกี่วัน) ซึ่งผมเชื่อว่าจะทำให้หลายๆคนมีความคาดหวังที่สมจริง และช่วยยกระดับจิตวิทยาการลงทุนให้กับทุกคนได้ไม่มากก็น้อยครับ

เนื่องจากเราค่อนข้างมั่นใจว่าในปีนี้นักลงทุนรายย่อยส่วนใหญ่มีผลการลงทุนที่ไม่ค่อยจะดีนัก ทำให้นักลงทุนหลายๆคนที่ตั้งใจลงทุนอย่างมีหลักการเกิดความท้อแท้และรู้สึกหมดกำลังใจในการลงทุนไปพอสมควร เราจึงอยากที่จะแชร์แนวคิดในการวิเคราะห์ผลตอบแทนด้วยปัจจัยหนุนนำในระดับเบื้องต้น (Factor Analysis) ซึ่งจะทำให้คุณเข้าใจที่มาที่ไปของผลตอบแทนที่เกิดขึ้น และยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับการลงทุนในหลายๆแนวทางอีกด้วยครับ 😀

หลังจากที่ SET Index ได้สร้างสถิติมูลค่าการซื้อขายสูงสุดเป็นประวัติการณ์ไปเมื่อวานนี้ (28-05-2019) ทำให้นักลงทุนหลายคนมีข้อสงสัยว่าควรจะทำตัวอย่างไรกับสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ดี วันนี้เราจะให้คำตอบนั้นด้วยการนำเอาสถิติที่น่าสนใจมาแบบไต๋กันให้ดูกันอย่างชัดเจนและรวดเร็วครับ 😀

ทำไมนักลงทุนบางคนจึงมักติดขาดทุนและดอยแบบซ้ำๆซากๆไม่จบไม่สิ้นกับหุ้นหลายๆตัวเสียทีหนอ? สาเหตุหลักๆอย่างหนึ่งก็เพราะพฤติกรรมการลงทุนของพวกเขาเหล่านั้น ที่มักชอบ “ซื้อหุ้น” หรือ “ไม่ยอมขายหุ้น” ที่มีแนวโน้มเป็นขาลงอย่างชัดเจน เพราะรู้สึกว่าราคาของพวกมันได้เตี้ยต่ำจนติดดินแล้วนั่นเองในวันนี้ผมจึงอยากที่จะแสดงให้เห็นถึงอันตรายของการชอบซื้อหุ้นที่ดูราคาถูก โดยไม่ได้คำนึงถึงปัจจัยทางเทคนิคหรือพื้นฐานต่างๆ โดยเฉพาะกับสัญญาณหายนะที่เรียกว่า “52 Weeks Low” ซึ่งจะช่วยให้เราสามารถหลีกเลี่ยงการติดดอยแบบข้ามชาติกันได้นั่นเองครับ!

หลังจากที่ผมได้เขียนบทความให้ทราบกันไปแล้วว่า SET Index นั้นไม่ใช่สิ่งที่สะท้อนภาพรวมของตลาดหุ้นไทยอย่างแท้จริง โดยจะมีคุณลักษณะเปรียบเสมือนดัชนีที่ถือเป็นตัวแทนของหุ้นตัวใหญ่ๆในตลาดหุ้นไทยเสียมากกว่า จนไม่ได้สะท้อนถึงผลตอบแทนของหุ้นขนาดกลางและเล็กสักเท่าไหร่นัก ดังนั้น ในบทความนี้ผมจะขอแนะนำให้คุณรู้จักกับดัชนี SET Equal Weighted Index (SETEW) เพื่อเป็นอีกหนึ่งในมุมมองของการวิเคราะห์ตลาดในภาพรวม และวัดผลตอบแทนอย่างเหมาะสม หากว่าคุณไม่ได้ลงทุนในหุ้นตัวใหญ่เป็นหลักเพียงอย่างเดียวกันครับ ปัญหาของดัชนี SET Index จากบทความ…

นักลงทุนส่วนใหญ่ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังหลงผิด โดยการคิดไปว่าเราควรต้องเอาผลตอบแทนของตนเองไปเปรียบเทียบกับ SET Index อยู่เสมอ ในบทความนี้ ผมจะชี้ให้เห็นว่าทำไม SET Index จึงไม่ได้เป็นตัวแทนของหุ้นทั้งตลาดอย่างที่หลายคนคิด และมันอาจไม่ใช่ตัวชี้วัดที่ดีให้กับนักลงทุนทุกคนเสมอไปครับ SET Index ไม่ใช่ตลาดหุ้น! “แบบจำลองทุกอย่างนั้นเป็นสิ่งที่ผิด แต่บางอย่างก็พอมีประโยชน์” George Box – นักสถิติศาสตร์…

เนื่องด้วยในช่วงขึ้นปีใหม่นี้ ผมเชื่อว่านักลงทุนหลายคนคงกำลังมองหาบทวิเคราะห์หรือ Market Outlook ต่างๆ เพื่อปรับกลยุทธ์การลงทุนให้เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงของตลาดกันต่อไป อย่างไรก็ตาม ในวันนี้ผมอยากจะขอแนะนำในสิ่งที่อาจจะแปลกหูสักหน่อย แต่เชื่อว่าจะมีประโยชน์ต่อนักลงทุนทุกคนในระยะยาว ซึ่งนั่นก็คือ … จงเริ่มต้นหันมามุ่งเน้นดำเนินกลยุทธ์ในสิ่งที่จะ “ไม่เปลี่ยนแปลง” ไปตามกาลเวลากันเถอะครับ!