fbpx

ติดต่อเรา :

องค์ความรู้จากการลงทุนอย่างเป็นระบบ

ความสำเร็จในตลาดหุ้น ดีใจได้กี่วัน?

Google+ Pinterest LinkedIn Tumblr
ติดตามผม

Manasit Chanpum (มด แมงเม่าคลับ)

ผู้ก่อตั้งและหัวหน้าทีมงาน at SiamQuant
ผู้ก่อตั้งเว็บไซต์ "แมงเม่าคลับ" และบริษัท SiamQuant ศูยน์วิจัยออกแบบระบบการลงทุน เพื่อการสร้างความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนในตลาดหุ้นไทย
Manasit Chanpum (มด แมงเม่าคลับ)
ติดตามผม

สืบเนื่องจากการที่เจ้าสัวธนินท์ เจียรวนนท์ แห่ง CP ได้ใช้ชื่อหนังสือว่า “ความสำเร็จดีใจได้วันเดียว” เพื่อเป็นข้อคิดเตือนใจสำหรับนักธุรกิจทั้งหลาย มันจึงทำให้ผมมีไอเดียที่อยากจะแชร์ข้อมูลในมุมมองของนักลงทุนกันดูบ้างว่าอันที่จริงแล้วนั้น นักลงทุนอย่างพวกเราจะมีโอกาสดีใจกับความสำเร็จในตลาดหุ้นกันได้สักกี่วัน? (และอาจจะต้องเสียใจกันสักกี่วัน) ซึ่งผมเชื่อว่าจะทำให้หลายๆคนมีความคาดหวังที่สมจริง และช่วยยกระดับจิตวิทยาการลงทุนให้กับทุกคนได้ไม่มากก็น้อยครับ

กรณีศึกษาจากหุ้นที่ให้ผลตอบแทนที่สูงที่สุด 30 ตัวในตลาดหุ้นไทย

ภาพที่ 1 : กราฟหุ้น BDMS แสดงช่วงเวลาที่ราคาหุ้นสร้างจุดสูงสุดใหม่ (จุดสีเขียว), ระดับของจุดสูงสุดเดิม (เส้นสีเขียว), Drawdown หรือการลดลงของราคาหุ้นจากจุดสูงสุด (สีส้ม) และ Max Drawdown ที่สูงที่สุดนับตั้งแต่ปี 1997

“เราจะสามารถดีใจไปกับผลการลงทุนของเรากันได้สักกี่วันกันนะ?”

เพื่อหาคำตอบที่ว่าออกมาให้เป็นรูปธรรมอย่างกระชับและชัดเจนที่สุดนั้น ผมจึงต้องพยายามที่จะหาตัวชี้วัดบางอย่าง ซึ่งจะต้องเป็นตัวชี้วัดที่ทุกคนเห็นตรงกันว่า มันคือสิ่งที่จะทำให้นักลงทุนอย่างพวกเรานั้นสามารถยิ้มดีใจในความสำเร็จกันได้อย่างไร้ข้อกังขา

ว่าแต่เราจะให้ความหมายของความสำเร็จ และวางแผนการวิจัยกันอย่างไรดีล่ะ? 

แน่นอนครับว่าหลายคนก็หลายความคิด ผมจึงได้ไอเดียขึ้นมาว่า หากเราใช้การสร้างจุดสูงสุดใหม่ของเงินทุนในแต่ละครั้ง (Portfolio New High) เพื่อเป็นตัวแทนของความสำเร็จในการลงทุนก็น่าจะเป็นที่ยอมรับได้ของทุกๆคน อย่างไรก็ตาม การจะนำเอากลยุทธ์การลงทุนใดๆก็ตามมาเป็นตัวแทนของนักลงทุนทุกคนก็ดูจะไม่เข้าท่านัก ครั้นจะใช้ดัชนีตลาดหุ้น มันก็อาจมีเสียงบ่นพึมพัมว่าผมใช้ตัวอย่างที่ Conservative หรือเอียงข้างฝ่าย Passive Investing เกินไปอีก 

ดังนั้น เพื่อที่จะให้ค่าสถิติต่างๆที่ผมเก็บออกมานั้นถือเป็น Benchmark ในลักษณะที่เป็น “ขอบบน” ที่คุณควรจะคาดหวังจากการลงทุนนั้น ผมจึงจะขอนำเอากลุ่มหุ้น Super Stock ที่ได้สร้างผลตอบแทนที่สูงที่สุดในตลาดหุ้นไทย โดยมีการซื้อขายตั้งแต่ปี ค.ศ. 1997 จนถึงปัจจุบันนำมาใช้เป็นกลุ่มตัวอย่าง เนื่องจากมันเป็นช่วงเวลาที่ครอบคลุมถึงทั้งวิกฤติต้มยำกุ้งและแฮมเบอร์เกอร์ ซึ่งจะช่วยให้เราได้ทราบว่า 

“หากว่าเราสามารถลงทุนได้อย่างยาวนานพอ และบังเอิญได้พบเจอกับสุดยอดหุ้นกันจริงๆนั้น ประสบการณ์การลงทุนของเราจะเป็นอย่างไร เราจะสามารถดีใจกันได้สักกี่วัน และเราจะต้องเจอกับอะไรบ้างระหว่างทาง?”

ซึ่งค่าสถิติที่เกิดขึ้นของพวกมันนั้น ก็ถือได้ว่าดูดีกว่าดัชนีตลาดหุ้นหรือกองทุนต่างๆอยู่พอสมควร ดังนั้นแล้ว ที่ค่าสถิติต่างๆที่คุณจะได้เห็นกันนั้น จึงอาจถือได้ว่าเป็นค่าเฉลี่ยที่ดีที่สุด เท่าที่คุณจะสามารถคาดหวังว่าจะได้รับจากการลงทุนระยะยาวในตลาดหุ้น โดยที่ในเบื้องต้นนั้น ผมจะขอแสดงให้ทุกคนได้เห็นสถิติต่างๆ เพื่อสะท้อนทั้งมุมมองในแง่ดีและร้ายต่างๆดังนี้ครับ

สถิติจากหุ้นที่ให้ผลตอบแทนที่สูงที่สุด 30 ตัวในตลาดหุ้นไทยในช่วง 22 ปีที่ผ่านมา

ตารางที่ 1. ตารางแสดงสถิติผลตอบแทน, ความเสี่ยง และพฤติกรรมของสุดยอดหุ้น Super Stock ในตลาดหุ้นไทย ซึ่งให้ผลตอบแทนสูงที่สุดในช่วงเวลา 22 ปีที่ผ่านมา เปรียบเทียบกับดัชนี SET Index โดยมีความหมายของตัวแปรต่างๆดังต่อไปนี้

  1. %P/L : เปอร์เซนต์ผลตอบแทนของราคาหุ้น ตั้งแต่วันแรกที่หุ้นได้ซื้อขายในปี ค.ศ. 1997 จนถึงปัจจุบัน ในวันที่ 11 ตุลาคม 2019
  2. New High Days (NHD) : จำนวนวันที่หุ้นสามารถสร้างจุดสูงสุดใหม่ของมันขึ้นมาใหม่ได้ ซึ่งอนุมานได้ง่ายๆว่ามันก็คือช่วงเวลาที่พอร์ตโฟลิโอของคุณจะมีมูลค่าสูงสุดใหม่เช่นเดียวกัน หากถือหุ้นตัวนั้นๆเพียงตัวเดียว
  3. New High Ratio (NHR) : อัตราส่วนจำนวนวันที่หุ้นสามารถสร้างจุดสูงสุดใหม่ของมันขึ้นใหม่ได้ เปรียบเทียบกับจำนวนวันที่หุ้นถูกซื้อขายทั้งหมดตั้งแต่ปี ค.ศ. 1997
  4. Up Days : จำนวนวันที่หุ้นมีผลตอบแทนรายวันที่เป็นบวก
  5. Up Days Ratio : อัตราส่วนจำนวนวันที่หุ้นมีผลตอบแทนรายวันที่เป็นบวก เปรียบเทียบกับจำนวนวันที่หุ้นถูกซื้อขายทั้งหมดตั้งแต่ปี ค.ศ. 1997
  6. %Max. Drawdown : เปอรเซนต์การลดลงสูงสุดของมูลค่าราคาหุ้น ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1997
  7. Longest Drawdown (Months) : ระยะเวลาที่ยาวนานที่สุด ที่ราคาหุ้นจมอยู่ใต้จุดสูงสุดเดิมของมัน ก่อนที่มันจะสามารถสร้างจุดสูงสุดขึ้นมาได้ใหม่อีกครั้งหนึ่ง โดยคิดระยะเวลาเป็นจำนวนเดือน

โดยจากสถิติต่างๆที่ถูกคำนวณและเก็บค่าออกมาจากสุดยอดหุ้น Super Stock ที่ให้ผลตอบแทนสูงสุดในตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ปี 1997 จนถึงปัจจุบันนั้นพบข้อมูลที่น่าสนใจต่างๆดังนี้ครับ

ผลตอบแทน : Top 30 Super Stock มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ราว 2496% หรือราว 250 เท่า หรือคิดเป็นผลตอบแทนทบต้น (%CAGR) อยู่ที่ราว 14.22% ต่อปี  โดยหุ้นที่ให้ผลตอบแทนสูงที่สุดก็คือหุ้น BDMS ซึ่งให้ผลตอบแทนสูงถึง 10880.93% หรือราวๆ 108 เท่า คิดเป็น CAGR ราว 23.81% ต่อปีในช่วงเวลา 22 ปีที่ผ่านมา (สังเกตว่าในระยะยาวนั้น SET Index ไม่ได้ให้ผลตอบแทนที่สูงอย่างที่หลายๆที่ชอบเอาผลระยะสั้นมาให้เราดูครับ)

ความเสี่ยง : Top 30 Super Stock มีค่าเฉลี่ยของ % Max Drawdown หรือการถดถอยสูงสุดของราคาหุ้นที่สูงอย่างไม่น่าเชื่อถึงราว -78.67% และยังมีค่าเฉลี่ยของค่า Longest Drawdown ที่ราว 66.85 เดือนหรือ 12 ปีครึ่งเลยทีเดียว โดย หุ้นที่มีค่าความเสี่ยงที่เคยเผชิญสูงที่สุดซึ่งก็คือหุ้น CPN โดยมีค่า % Max Drawdown อยู่ที่ -94.24% และมีค่า Longest Drawdown ที่ยาวนานถึง 48.6 เดือนหรือราว 4 ปีเลยทีเดียว (แต่ก็ยังแพ้ SET Index ที่มี Longest Drawdown ที่ยาวถึง 128.4 เดือนหรือราวๆ 10 ปี)

พฤติกรรมของราคาหุ้น : Top 30 Super Stock มีค่าเฉลี่ยของ New High Days (NHD) เพียง 166 วัน และมี New High Days Ratio (NHR) คิดเป็นสัดส่วนแค่ราวๆ 3.94% ของจำนวนวันที่ถูกซื้อขายกันทั้งหมด! และยังมีค่าเฉลี่ยของวันที่เป็นบวกหรือ Up Days Ratio อยู่ที่เพียง 37.94% เท่านั้น (ซึ่งค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับ Up Days Ratio ของ SET Index ที่อยู่ราวๆ 51% โดยหุ้นที่มีพฤติกรรมที่ทำให้นักลงทุนดีใจได้บ่อยที่สุดตามดัชนีชี้วัดนี้ก็คือหุ้น RAM ซึ่งมี NHD ที่ 289 วัน คิดเป็น NHR ที่ 11.22% ของวันที่มีการซื้อขายทั้งหมดเท่านั้น!

แล้วสรุปว่านักลงทุนอย่างเรา จะมีโอกาสดีใจได้สักกี่วันกันแน่นะ?

ภาพที่ 2 : อัตราส่วน New High Ratio ของกลุ่มหุ้น Top 30 Super Stock ในตลาดหุ้นไทยที่มีการซื้อขายตั้งแต่ปี ค.ศ. 1997 ซึ่งมีค่าเฉลี่ยของทั้งกลุ่มอยู่ที่เพียง 3.84% จากจำนวนวันที่มีการซื้อขายทั้งหมดของหุ้นแต่ละตัว (3.84% of Trading Days)

อ่านมาถึงจุดนี้แล้ว เชื่อว่าหลายๆท่านอาจกำลังเริ่มงงๆ มึนๆ หรือกำลังช็อคกับสถิติต่างๆที่เกิดขึ้นกันอยุ่บ้างไม่มากก็น้อย ว่าสรุปแล้วเราจะสามารถดีใจหรือเสียใจกับการลงทุนในตลาดหุ้นกันได้บ่อยสักแค่ไหนในกันแน่นะ? (ขออภัยหากทำให้สับสนเล็กน้อยนะครับ 55) ซึ่งหากจะให้ผมช่วยสรุปอย่างรวดเร็วตามข้อมูลที่เกิดขึ้นเลยก็คือ … 

สำหรับการลงทุนในตลาดหุ้นนั้น ไม่ว่าคุณจะถือหุ้นตัวเดียวแล้วดันไปพบเจอกับ Super Stock เหมือนอย่างในกรณีศึกษานี้ หรือคุณจะลงทุนกระจายความเสี่ยงเป็นพอร์ตโฟลิโอ หรือจะลงทุนตามระบบการลงทุนอะไรต่างๆก็ตาม (ผมได้ลองเก็บข้อมูลและตรวจสอบผลลัพธ์เพิ่มเติมเรียบร้อยแล้ว แต่ไม่ได้เอาลงมาเพิ่มให้คุณปวดหัวกันนะครับ ใครอยากรู้เพิ่มเติมลองสมัครสมาชิก SiamQuant Amibroker AlphaSuite ไปลองวิจัยใช้งานกันดูนะครับ อิอิ) 

คุณควรคาดหวังที่จะต้องเจอกับวันที่มีผลตอบแทนเป็นบวกและทำให้คุณดีใจได้ไม่เกิน 50% ของช่วงเวลาที่คุณลงทุน และอย่าไปคาดหวังว่าคุณจะเห็นพอร์ตโฟลิโอของคุณเติบโตสร้างจุดสูงสุดใหม่ได้บ่อยครั้งขนาดนั้น เพราะจากสถิติที่ดีที่สุดในอดีตนั้น มีเพียงหุ้น RAM เพียงตัวเดียวเท่านั้นที่มีค่า New High Ratio (NHR) สูงสุดที่เพียง 11.22% เท่านั้น (แถมยังเป็น Outlier เพียงตัวเดียวของกลุ่มข้อมูลอีกด้วย) อีกทั้งเมื่อมองในภาพรวมทั้งกลุ่ม พวกมันก็ยังมีค่าเฉลี่ย NHT ที่สูงแค่เพียงราวๆ 3.84% ของจำนวนวันซื้อขายเท่านั้นเอง หรืออนุมานต่อไปได้ง่ายๆว่าหากคุณลงทุนไปอีก 10 ปีต่อจากนี้ คุณอาจมีโอกาสที่จะเห็นวันที่หุ้น หรือพอร์ตโฟลิโอของคุณสร้างจุดสูงสุดใหม่ได้เพียงราวๆ 100 ครั้งเท่านั้น โดยสิ่งที่คุณจะต้องจำให้ขึ้นใจเลยก็คือ คุณจะต้องใช้เวลาส่วนใหญ่จมอยู่กับการย่อตัวของมูลค่าพอร์ตโฟลิโอถึงราวๆ 96% เลยทีเดียว!

แน่นอนว่ามันเป็นเรื่องที่ดูโหดร้ายสำหรับนักลงทุนส่วนใหญ่ แต่นี่ก็เป็นเหตุผลที่ว่าทำไมผมจึงอยากที่จะเน้นย้ำนักลงทุนทุกท่านอยู่เสมอว่า การเข้าใจถึงคุณลักษณะของผลตอบแทนและความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต จากทั้งตลาดหุ้นและกลยุทธ์การลงทุนที่คุณเลือกใช้อยู่จึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะมันคือกุญแจที่จะช่วยยกระดับพฤติกรรมทั้งในแง่ของจิตวิทยาการลงทุนและการมีวินัยในการลงทุนของคุณนั่นเอง 

โดยจากสถิติต่างๆที่เกิดขึ้นนั้น นอกจากที่ตลาดหุ้นจะไม่ได้ให้รางวัลกับคุณบ่อยๆแล้ว แต่มันก็ยังมอบขวากหนามในรูปของความเสี่ยงทั้งในแง่ของ Max. Drawdown และ Longest Drawdown เพื่อเป็นสิ่งบีบคั้นให้นักลงทุนส่วนใหญ่ที่ไม่เข้าใจความเป็นจริงของการลงทุนในตลาดหุ้นต้อง “จิตหลุด” และยอมแพ้ในการลงทุนกันไปก่อนถึงเวลาอันควรเสียด้วย

สรุปแล้วนั้น ความสำเร็จในตลาดหุ้นจึงเป็นเรื่องที่มีอะไรให้คุณดีใจได้ไม่กี่วัน และยังอาจทำให้คุณเสียใจได้ไม่หยุด ถ้าคุณไม่เคยรู้ความจริงเหล่านี้ … อย่างไรก็ตาม อย่าลืมว่าความสำเร็จเพียงไม่กี่วันนี้แหละครับ ที่ได้สร้างความมั่งคั่งและร่ำรวยให้กับนักลงทุนที่มีความรู้, ความเข้าใจ, มีวินัย และสามารถที่จะอดทนรอต่อความสำเร็จในการลงทุนของพวกเขาได้อย่างยอดเยี่ยมมาหลายต่อหลายคนแล้ว 

“Investing is simple but NOT easy!”

หวังว่าจะมีประโยชน์กับนักลงทุนทุกท่านครับ 😀

หมายเหตุ : ขอขอบคุณโพสท์ทูเดย์ สำหรับภาพการตูนประกอบปกบทความไว้ ซึ่งผมไปค้นเจอใน Internet ไว้ ณ ที่นี้ด้วยครับ